ร็อดดี้ ไพเพอร์

ร็อดดี้ ไพเพอร์ ที่สร้างชื่อในวงการบังเทิงจากภาพยนต์สยองเรื่องเธย์ลีฟ

ชื่อของราว ร็อดดี้ ไพเพอร์ น่าจะเป็นนักมวยปล้ำตัวแสบของสมาคมชื่อดังอย่างดับเบิ้ลยูดับเบิ้ลยูเอฟที่แฟนมวยปล้ำรุ่นใหญ่น่าจะจดจำกันได้ดี แต่ทว่านอกจากนี้จากเรื่องราวบนสังเวียนผ้าใบแล้วนั้น เจ้าตัวยังเคยมีโอกาสไปโลดแล่นในวงการบันเทิงมาแล้ว โดยเฉพาะในปลายยุค 80 ที่เจ้าตัวเริ่มเบนความสนใจไปสู่งานแสดงมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์สยองขวัญอย่างเรื่องเฮลคัมส์ทูฟรอกทาวน์หรือจะเป็นเธย์ลีฟที่ทำให้ร็อดดี้ ไพเพอร์หรือเจ้าของฉายาฮ็อตร็อดได้กลายเป็นนักแสดงสุดเท่ของภาพยนตร์สุดแปลกในช่วงหนึ่งเลยทีเดียว                ช่วงที่ ร็อดดี้ ไพเพอร์ เริ่มจะหันไปสนใจด้านอื่นนอกจากการเป็นนักมวยปล้ำก็คือช่วงที่เขาได้จบบทบาทกับมิสเตอร์ทีหรือนักแสดงชื่อดังของเรื่องเอทีมในเวลานั้น ก่อนที่เขาจะได้กลับมาทิ้งท้ายเรื่องราวกับนักมวยปล้ำตัวแสบอีกคนในเวลานั้นอย่างเอเดรียน อดอนิสที่มีคาวบอยบ็อบ ออร์ตันอดีตคนสนิทย้ายไปอยู่กับอดอนิสด้วย ซึ่งผลก็ทำให้เขากลายเป็นฝ่ายธรรมะเอาเสียเอง พร้อมกับส่งท้ายช่วงเวลาการเป็นนักกีฬาอย่างเต็มตัวไปในรายการเรสเซิลมาเนียครั้งที่ 3 โดยสามารถเอาชนะอดอนิสในกติกาเดิมพันผมและทำให้เอเดรียนต้องถูกโกนหัวไปในที่สุด หลังจากที่ ร็อดดี้ ไพเพอร์ ได้หันหลังจากการเป็นนักมวยปล้ำไปแล้ว         เขาก็มีโอกาสได้มาเข้าสู่วงการภาพยนตร์บ้าง จากผลงานของผู้กำกับชื่อดังอย่างจอห์น คาร์เพนเตอร์ที่ได้เลือกไพเพอร์มาแสดงในภาพยนตร์สยองขวัญชื่อว่าเธย์ลีฟที่ทำให้บทพระเอกของฮ็อตร็อดกลายเป็นภาพจำของคนรักภาพยนตร์เกรดรองไปเลยทีเดียว โดยเฉพาะในประโยคเด็ดที่เขาพูดว่า ฉันมาที่นี่เพื่อเคี้ยวหมากฝรั่งและเล่นงานใครสักคน แต่ตอนนี้หมากฝรั่งของฉันหมดไปแล้ว ซึ่งประโยคเด็ดนี้ทางไพเพอร์เป็นผู้คิดขึ้นมาเองและกลายเป็นประโยคสุดเท่ของเจ้าตัวไปตลอดเลยทีเดียว                แม้ว่าร็อดดี้ ไพเพอร์จะยังคงหวนคืนวงการมวยปล้ำในฐานะ นักมวยปล้ำ และผู้จัดการให้คนอื่น ๆ บ้างก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หน้าตาของเขาได้ถูกจดจำผ่านแฟน ๆ ของภาพยนตร์สยองขวัญเกรดรองไปแล้วเช่นกัน รวมถึงตัวเขายังมีโอกาสได้แสดงซีรีย์หรือรายการโทรทัศน์มาตลอดจนเป็นอีกคนที่ประสบความสำเร็จนอกวงการนั่นเอง ติดตามความเคลื่อนไหวของข่าวกีฬาอีกมากมายได้ที่ ข่าวกีฬาต่างประเทศ และในวันนี้เรามีเว็บไซต์ของเกมกีฬาฟุตบอลมาให้ร่วมเล่นและวางเดิมพันได้ที่ 7slotvip เรามีทีมงานที่คอยให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

Continue Reading
ซิดวิเชียส

ซิดวิเชียส จะได้ต้องขึ้นปล้ำในกติกาสี่เส้าเพื่อชิงแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทของสมาคม

ในปลายยุค 90 ถึงต้น 2000 จัดว่าเป็นช่วงที่วงการมวยปล้ำมีความเผ็ดร้อนอยู่มาก ทั้งเรื่องเรตติ้งของสองสมาคมดังอย่างดับเบิ้ลยูซีดับเบิ้ลยูและดับเบิ้ลยูดับเบิ้ลยูเอฟในเวลานั้นพยายามขับเคี่ยวเพื่อความเป็นหนึ่งในโลก จนทำให้มักจะมีการตัดสินใจแปลก ๆ อยู่เสมอเพื่อทำให้คนหันมาสนใจรายการของตัวเองมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในการตัดสินใจครั้งเลวร้ายที่สุดก็เกิดขึ้นกับนักมวยปล้ำที่ชื่อว่า ซิดวิเชียส ในรายการซิน โดยสาเหตุหลักก็เพราะความนิยมของสมาคมดับเบิ้ลยูซีดับเบิ้ลยูนั้นตกลงไปมากจนพวกเขาต้องการความสดใหม่ในรายการพวกเขานั่นเอง                คู่เอกของค่ำคืนนั้นทาง ซิดวิเชียส จะได้ต้องขึ้นปล้ำในกติกาสี่เส้าเพื่อชิงแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทของสมาคม ซึ่งในแมตช์จะมีทั้งซิด สก็อต สไตเนอร์ เจฟฟ์ จาเรตต์และนักมวยปล้ำปริศนาอีกคน แต่ในระหว่างที่สามคนแรกได้เริ่มต้นขึ้นสู้กันไปก่อนแล้วนั้น ก็มีจังหวะหนึ่งที่ซิดที่สูงเกือบ 2 เมตรและน้ำหนักกว่า 300 ปอนด์ได้ขึ้นไปยืนอยู่บนมุมเวทีและพยายามใช้ท่าถีบหรือบิ๊กบูทเข้าที่สไตเนอร์ แต่ด้วยน้ำหนักที่มากเกินไปของเขาทำให้ขาซ้ายที่ถึงพื้นเวทีก่อนของเขาไม่สามารถรับน้ำหนักทั้งหมดไว้ได้แต่หักเป็นสองท่อนทันที หลังจากที่ ซิดวิเชียส ได้แต่นอนบนเวทีเฉย  ๆ เพราะขาหักไปแล้ว รายการซินก็ต้องรีบตัดจบไป เมื่อทางสมาคมลงโร้ดวอริเออร์แอนิมัลมาเป็นนักมวยปล้ำคนที่สี่ในแมตช์และทำร้ายซิดซ้ำ ก่อนจะปล่อยให้สไตเนอร์เจ้าของตำแหน่งกดนับสามเอาชนะไป แต่สิ่งที่คนสนใจมากกว่านั้นก็คือซิดได้ออกมาเปิดเผยในภายหลังว่า ทางสมาคมได้กดดันให้เขาลองใช้ท่าเหินเวหาดูบ้างเพื่อไม่ให้การปล้ำดูน่าเบื่อเกินไป แม้ว่าซิดจะไม่เคยฝึกท่านี้มาก่อนเลยก็ตาม ก่อนที่เขาจำเป็นจะต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่นานและไม่อาจกลับมาเป็นนักมวยปล้ำได้เต็มเวลาอีกต่อไป                โชคดีที่ซิดวิเชียสยังสามารถกลับมาเดินหรือวิ่งได้ตามปกติ รวมถึงยังกลับมาสู่บนเวที มวยปล้ำ อยู่เป็นครั้งคราว แต่ความกระหายเรตติ้งของค่ายดับเบิ้ลยูซีดับเบิ้ลยูนั้นก็วนกลับมาทำร้ายตัวเอง เมื่อจบรายการซินไปได้ไม่นาน สมาคมที่เคยเป็นอันดับหนึ่งของโลกก็ต้องปิดตัวลงไปอย่างน่าเสียดายในปี 2001 และปล่อยให้วงการมวยปล้ำซบเซาลงจนถึงปัจจุบัน ติดตามเรื่องราวของวงการมวยปล้ำที่ดุเดือดเพิ่มเติมได้ที่ ข่าวกีฬาต่างประเทศ เกมกีฬาที่หลายคนสนใจในวันนี้มีออกมาเป็นรูปแบบของเกมให้เลือกเล่นมากมายที่เว็บไซต์ bslot89 […]

Continue Reading
แอนเดอสัน ซิลวา

แอนเดอสัน ซิลวา จากแชมป์ไร้พ่ายสู่ชายที่ผู้โชคร้ายของวงการมวยยูเอฟซี

หากพูดถึงตำนานของวงการมวยยูเอฟซี หลายคนก็คงต้องคุ้นหน้ากับชายที่ชื่อว่า แอนเดอสัน ซิลวา กันมาบ้างแล้ว หลังจากที่เจ้าตัวเคยเป็นแชมป์มิดเดิ้ลเวทของสมาคมมาเป็นระยะเวลานาน แต่ทว่าหลังจากที่เขาเป็นแชมป์ผู้ไร้พ่ายมานานจนเกินไป ก็ทำให้ซิลวาเริ่มประมาทคู่ต่อสู้จนต้องเสียแชมป์ที่เคยคาดกันว่า เขาจะไม่มีวันเสียจนถึงเวลาเกษียณตัวเอง ไปจนถึงอาการบาดเจ็บและขาหักกับไฟท์ระหว่างคริส วีดเดอร์ที่ทำให้เขาสูญเสียตัวตนและไม่กลับมาเป็นคนเดิมอีกเลย                ในวันที่ แอนเดอสัน ซิลวา อยู่บนจุดสูงสุดของสมาคมยูเอฟซีก็คงหนีไม่พ้นปี 2006 ที่เขาสามารถเอาชนะริช แฟรงคลินมาได้และกลายเป็นแชมป์โลกรุ่นมิดเดิ้ลเวทคนใหม่ของสมาคม ก่อนที่รูปแบบการชกของเขาจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ใช้ความเร็วในการโจมตีคู่ต่อสู้ กลับเปลี่ยนเป็นการเลือกที่จะหลบคู่แข่งแทนในช่วงเวลาที่เขาเชื่อว่าทำคะแนนเหนือคู่ต่อสู้อยู่จนทำให้ซิลวามักจะเอาชนะคะแนนได้เสมอและป้องกันแชมป์ไปได้ แม้ว่าเจ้าของสมาคมอย่างดาน่า ไวท์จะไม่ได้พอใจนักชกชาวบราซิลนี้นัก เนื่องจากสู้ได้ไม่สมศักดิ์ศรีของแชมป์นั่นเอง แต่ทว่าวันที่ แอนเดอสัน ซิลวา ต้องเสียแชมป์ยูเอฟซีก็มาถึง เมื่อเขาได้สู้กับคริส วีดเดอร์ เพื่อจะส่งท้ายอาชีพของเขา เจ้าตัวกลับเลือกที่จะยั่วผู้ท้าชิงในยกสอง ทว่าครั้งนี้เขาพลาดและโดนอัดจนกรรมการยุติการชกพร้อมกับเสียแชมป์ไปได้ทันที หลังจากนั้นไม่นาน ทางซิลวาก็กลับมาขอท้าชิงอีกครั้งในปลายปี 2013 แต่กลับเกิดเหตุการณ์ที่โชคร้ายยิ่งกว่าเก่า เมื่อเขาพยายามจะเตะเข้าไปที่ขาของวีดเดอร์ แต่โดนเจ้าของแชมป์ยกขาขึ้นมากันไว้ ส่งผลให้ซิลวาขาหักเป็นสองท่อนทันที แล้วกรรมการต้องสั่งยุติการชกอีกครั้ง                แม้ว่าแอนเดอสัน ซิลวาจะรักษาอาการบาดเจ็บไปไม่นานอย่างที่คนอื่นคาดไว้ แต่ทว่าชีวิตใน ยูเอฟซี หลังจากวันที่เขาขาหักนั้นก็เปลี่ยนไปเป็นหลังมือ เพราะมักจะเกิดปัญหาทั้งเรื่องอาการบาดเจ็บ การใช้สารกระตุ้นหรือไม่ก็แพ้ต่อนักชกคนอื่น ๆ อยู่เสมอ จนทำให้ในปี 2020 นั้นเขาก็ได้ถูกยกเลิกสัญญาออกจากค่ายดังไปในที่สุด […]

Continue Reading
ซานติเอโก้ พอนซินิบบิโอ

ซานติเอโก้ พอนซินิบบิโอ ที่เกือบต้องรีไทร์หายไปจากรายการยูเอฟซี

เรียกได้ว่ากีฬาศิลปะป้องกันตัวยังเป็นเรื่องที่อันตรายอยู่เสมอ เมื่อทาง ซานติเอโก้ พอนซินิบบิโอ ได้อกมาเปิดเผยว่าที่ตัวเขาจะต้องห่างหายไปจากวงการนั้นก็เพราะว่าตัวเขาถูกทีมแพทย์สั่งให้หยุดขึ้นชกหากไม่ได้ต้องการเสียชีวิตไปก่อนนั่นเอง ซึ่งจากเดิมนั้นตัวเขาได้ไต่อันดับจนกลายเป็นหนึ่งในนักสู้ที่เตรียมจะขึ้นชิงแชมป์เวลเทอเวทของสมาคมยูเอฟซีแล้ว แต่ทว่าสองปีหลังจากนั้นเจ้าตัวก็ยังไม่กลับมาสู่สังเวียนอีกเลย อีกทั้งตัวเขาอาจจะต้องจบอาชีพตัวเองไปแล้วเช่นกัน                ด้วยการที่ ซานติเอโก้ พอนซินิบบิโอ ได้หายไปจากรายการยูเอฟซีอย่างยาวนานนั่นเอง เจ้าตัวก็ได้ออกมาเปิดเผยความจริงที่แสนเจ็บปวดว่าตัวเขาอาจไม่มีโอกาสได้ขึ้นสู่สังเวียนอีกต่อไปจากคำสั่งแพทย์ โดยเขาบอกว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับเขาจริงๆ เมื่อตอนที่ผู้คนไม่รู้ความจริงนั้น เขาก็ไม่ต้องการรู้จริงๆ แต่เมื่อมีบางเรื่องได้เกิดขึ้นมาแล้วนั้น มันกลายเป็นเรื่องที่แปลกไปหมดเลย อีกทั้งตัวเขาไม่ต้องการจะพูถึงเรื่องนี้มากนักเพราะมันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนสำหรับตัวเขาพอสมควรเลยทีเดียว ซานติเอโก้ พอนซินิบบิโอ ได้หายไปจากรายการยูเอฟซีอย่างยาวนาน                สิ่งที่เกิดขึ้นกับทางซานติเอโก้ พอนซินิบบิโอก็คือ ตัวเขาเกิดติดเชื้อขึ้นมาในร่างกาย ก่อนที่จะลามไปยังกระแสเลือดของเขา ซึ่งมันจะเป็นแบคทีเรียที่แฝงตัวอยู่ในน้ำหรืออาจจะติดมาจากพืชพันธุ์ต่างๆ ที่ได้อยู่ในร่างกายของเขาจนตัวเองจะต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานถึงแปดวันด้วยกัน เมื่อตัวเขารักษาหายครั้งแรกแล้วนั้น เจ้าตัวก็เกิดน้ำหนักลดไปหลายปอนด์ อีกทั้งยังมีไข้ขึ้นสูงจนทำให้ตัวเขาต้องกลับไปยังโรงพยาบาลเช่นเดิม แต่ทว่าสภาพร่างกายของเขานั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แม้ว่าจะพยายามฝึกอย่างหนักแล้วก็ตาม                เมื่อทางซานติเอโก้ พอนซินิบบิโอได้กลับไปตรวจร่างกายอีกครั้งหนึ่งแล้วนั้น เจ้าตัวก็ต้องพบกับข่าวร้ายว่าตัวเขาไม่สามารถขึ้นชกมวยได้อีกแล้ว เมื่อเขาเกิดติดเชื้อที่กระดูกจนทำให้ร่างกายของเขาไม่ปกติ ก่อนที่จะเข้ารับการรักษาใหม่ตั้งแต่ต้นพร้อมเตรียมกลับมาฝึกอีกครั้ง แม้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานจนกว่าตัวเขากลับมาสู่ยูเอฟซีได้นั่นเอง ติดตามกีฬาอีกมากมายหลายประเภทได้ที่ ข่าวกีฬาต่างประเทศ

Continue Reading
จอห์น แมคคาธี

จอห์น แมคคาธี ผู้ออกมาวิจารณ์ดาน่า ไวท์ จากสมาคมยูเอฟซี

กลายเป็นเรื่องดุเดือดพอสมควร เมื่อทาง จอห์น แมคคาธี ที่เป็นอดีตนักสู้ศิลปะป้องกันตัวกับผู้บรรยายในสมาคมเบลลาทอร์ที่ออกมาพูดถึงประธานสมาคมยูเอฟซีอย่างดาน่า ไวท์ว่าเป็นพวกกลับกลอกในวงการ เมื่อตัวของไวท์เองกลับออกมาพูดถึงสมาคมของตัวเองว่าเป็นทีมงานสำคัญที่ทำให้วงการนักต่อสู้ยังมีต่อไปได้หลังจากที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด แต่ท่าในวิดีโอที่ทางดาน่าปล่อยออกมากลับดูเหมือนว่าตัวเขาจะยกย่องตัวเองมากจนเกินไป จนกระทั่งผู้บรรยายชื่อดังคนนี้ต้องออกมาวิจารณ์นั่นเอง                จากคำพูดของ จอห์น แมคคาธี ได้บอกว่า แม้ว่าจะมีชายคนหนึ่งที่คอยออกมาบอกว่าสื่อไม่ได้มีความสำคัญอะไรและแม้ว่าตัวเขาเองก็ไม่ใช่สื่อเช่นเดียวกัน แต่ทว่าคนอย่างดาน่า ไวท์ก็เป็นคนที่ชอบออกมาวิจารณ์ถึงพาดหัวข่าวล่อเหยื่ออยู่เป็นประจำเช่นกัน แต่ทว่าสุดท้ายแล้วตัวดาน่าเองก็ใช้วิธีการแบบเดียวกันอยู่ดี จนไม่อาจจะแยกตัวเขาออกจากสื่อไปเช่นเดียวกัน โดยทางผู้บรรยายจากเบลลาทอร์เองเริ่มรู้สึกว่า ตัวของดาน่าควรละอายใจที่เคยพูดเรื่องนี้ออกไปและการเชิญชูตัวเองว่าเป็นเหมือนฮีโร่อีกด้วย จอห์น แมคคาธี ที่เป็นอดีตนักสู้ศิลปะป้องกันตัวกับผู้บรรยายในสมาคม                ด้วยความที่จอห์น แมคคาธีเองก็เคยเป็นนักสู้มาก่อน ตัวเขาก็ไม่ต้องการให้รายการยูเอฟซีต้องถูกยกเลิกไปในช่วงที่มาการระบาดออกมาใหม่ๆ แต่ทว่าสิ่งที่ดาน่า ไวท์ทำก็คือการเอาคนอื่นมาเสี่ยงเพื่อเงินให้กระเป๋าของตัวเองเท่านั้น อีกทั้งวิดีโอนำเสนอของเขานั้นเหมือนจะสื่อสารผิดพลาดไปเพราะตัวเขาไม่ได้ให้เครดิตกับใครเลยยกเว้นตัวเอง ซึ่งตามที่รายการในครั้งที่ 249 ได้ถูกเลื่อนไปถึงสองครั้งนั้น มันถือเป็นการเสียสละของเหล่าทีมงานกับนักกีฬามวยที่ยอมเสี่ยงเพื่อวงการตัวเองให้เดินไปต่อได้ในถึงปัจจุบัน                เรียกว่าประเด็ที่จอห์น แมคคาธีพยายามจะสื่อนั้นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เมื่อวิดีโอจากยูเอฟซีได้ปล่อยออกมานั้นดูจะเข้าข้างทางประธานสมาคมอย่างดาน่า ไวท์มากเกินกว่านักสู้คนอื่นๆ ที่ควรได้รับเครดิตจากการมาต่อสู้หรือการเดินทาง รวมถึงการกักตัวต่างๆ จนกระทั่งพวกเขาสามารถขึ้นสู้ได้นั่นเอง ติดตามเรื่องราวกีฬาอีกมากมายหลากหลายได้ที่ข่าวกีฬาต่างประเทศ

Continue Reading
โจเซ่ อัลโด้

โจเซ่ อัลโด้ ผู้ออกมาท้าทายทีเจ ดิลลาชอร์ ในวงการศิลปะการต่อสู้

นับว่าทาง โจเซ่ อัลโด้ ได้ออกมาพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่า ตัวเขายังเป็นนักสู้ที่มีความสามารถมากที่สุดในวงการศิลปะการต่อสู้คนหนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่ในรุ่นใดก็ตาม ซึ่งหลังจากที่ตัวเขาสามารถเอาชนะมาร์ล่อน ชิโต้ เวร่ามาได้แล้วนั้น เขาก็ได้ออกมาท้าทายต่อทีเจ ดิลลาชอร์ทันที เนื่องจากตัวเขายังคงต้องการชิงแชมป์โลกอีกสักครั้งหนึ่งอยู่นั่นเอง โดยก่อนหน้านี้ทางโจเซ่ได้มีโอกาสเจอกับปีเตอร์ แยนมาแล้วในการชิงแชมป์รุ่นแบนตัมเวทแต่กลับแพ้ไปอย่างน่าเสียดาย                ในคู่เอกร่วมรายการยูเอฟซีเวกัสครั้งที่ 17 นั้นทาง โจเซ่ อัลโด้ สามารถสู้กับมาร์ล่อน ชิโต้ เวร่าได้จนครบ 3 ยก โดยตัวเขาสามารถออกอาวุธจากลูกเตะและเล่นงานที่ลำตัวได้มากกว่าจนสามารถเอาชนะคะแนนไปได้ด้วยสกอร์ 29 ต่อ 28 ไปอย่างเอกฉันท์ ซึ่งทำให้ไฟท์นี้ถือเป็นการชนะครั้งแรกในรุ่นน้ำหนัก 135 ปอนด์อีกด้วย โดยทางผู้ชนะได้แสดงความเห็นหลังจบไฟท์ไว้ว่า ตัวเขาพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะเอาชนะครั้งนี้ให้ได้ ซึ่งมันสำคัญต่ออาชีพของเขาอย่างมากเลยทีเดียว โจเซ่ อัลโด้ สามารถสู้กับมาร์ล่อน ชิโต้ เวร่าได้จนครบ 3 ยก                ช่วงยกแรกนั้นทางโจเซ่ อัลโด้ได้ถูกทางชิโต้ เวร่าพยายามเล่นเล่นงานเร็วก่อน แต่ทว่าเชิงของโจเซ่ยังดีอยู่ ก่อนที่จะสามารถเล่นงานที่กลางลำตัวได้จบครบยกที่หนึ่ง เมื่อทางเวร่าพยาพยามจับจุดการต่อสู้กับฝ่ายแรกในช่วงยกต่อมาได้แล้วก็ตาม แต่ทว่าการโจมตีของโจเซ่ก็ทำให้ทางตัวเขาไม่สามารถทำอะไรได้ รวมถึงยังมีการถูกล็อคตัวและเล่นงาน แม้ว่าจะยังไม่ได้ถูกน็อคก็ตาม ซึ่งก่อนหน้าจะขึ้นชกนี้ทางโจเซ่เองก็ได้ออกมยืนยันว่าตัวเขาจะต้องไต่อันดับเข้าไปชิงแชมป์ยูเอฟวีให้ได้ ซึ่งเป้าหมายคนต่อไปคือทางทีเจ […]

Continue Reading
ยูเอฟซีเวกัส

วันเดอร์บอย ธอมป์สัน ที่ปราบจอร์ฟ เนลไปได้ในรายการยูเอฟซีเวกัส

ดูเหมือนว่าคนที่น่าจับตามองที่สุดของรุ่นเวลเตอร์เวทคงจะหนีไม่พ้นทางสตีเฟ่น วันเดอร์บอย ธอมป์สัน ไปเสียแล้ว เมื่อเจ้าตัวสามารถเอาชนะจอร์ฟ เนลไปได้ในคู่เอกของรายการยูเอฟซีเวกัสครั้งที่ 17 นั่นเอง ซึ่งทางอดีตผู้ท้าชิงคนนี้ได้กลับมาแสดงลงานแกร่งอีกครั้ง หลังจากที่สามารถไล่เล่นงานจากเนลได้ตลอดถึง 5 ยกและไม่มีทีท่าจะสามารถเอาคืนได้เลย ก่อนที่สุดท้านแล้วทางธอมป์สันจะสามารถเอาชนะคะแนนไปได้ในที่สุด                หลังจากที่ วันเดอร์บอย ธอมป์สัน สามารถทำแต้มชนะไปที่ 50 ต่อ 45 แล้วนั้นก็ทำให้ตัวเขาสามารถทำเอาชนะคู่ต่อสู้ไปได้ถึง 2 ไฟท์ติดต่อกันไปแล้ว ซึ่งเจ้าตัวก็ออกมาแสดงความเห็นของตัวเองว่า ตัวเขารู้สึกดีมากเพราะตัวเองต้องหยุดแข่งไปถึงหนึ่งปี เพราะเกิดมือหักทั้งสองข้างจากการต่อสู้ในรายการยูเอฟซี 244 ที่เกิดขึ้นในปี 2019 จนทำให้ตัวเขาได้พักการขึ้นชกไปนานที่สุดนับตั้งแต่อยู่ในวงการมา อีกทั้งยังดีใจมากเมื่อตัวเขาได้กลับมาสู่สังเวียนอีกครั้ง นอกจากนี้ตัวของจอร์ฟเองก็เป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งมากอีกคนหนึ่งเช่นกัน วันเดอร์บอย ธอมป์สัน สามารถทำแต้มชนะไปที่ 50 ต่อ 45                 ด้วยผลงานของวันเดอร์บอยที่มีจุดเด่นในเรื่องการขยับเท้าทั้งสองที่รวดเร็วพร้อมกับกวาดแข้งเตะเล่นงานจอร์ฟ เนลได้ตลอดคู่เอกในคืนนั้น แม้ว่าอีกฝ่ายจะพยายามเดาทางการโจมตีของสตีเฟ่น แต่ทว่าเจ้าตัวกลับทำไม่สำเร็จ ซึ่งทุกครั้งที่เนลพยายามจะโจมตีเอาคืนนั้น ทางธอมป์สันก็มักจะหลบหรือหาทางป้องกันได้เสมอ จนกระทั่งในยกสองที่ธอมป์สันสามารถโจมตีและคอนโบเล่นงานทางเนลหมดทางจะเล่นงานคืนและต้องยอมรับความพ่ายแพ้ไป                เรียกว่าฟอร์มที่แข็งแกร่งของสตีเฟ่นวันเดอร์บอย ธอมป์สันในคู่เอกนี้เองที่จะทำให้ตัวเขาสามารถกลับขึ้นไปตีอันดับเพื่อขึ้นชกมวยกับนักสู้คนอื่นๆ ในรุ่นได้ โดยเจ้าตัวพยายามท้าทายจอร์จ มาสวิดัลที่ตัวเองเคยแพ้อย่างหมดรูปมาก่อนในปี 2017 ซึ่งตัวเขาต้องการจะประกาศว่าปี […]

Continue Reading
มาร์ลอน โมเรส

มาร์ลอน โมเรส ที่ต้องการท้าทายตัวเองมากกว่าอยู่เฉย ๆ ในการขึ้นชก

อาจเป็นเพราะทาง มาร์ลอน โมเรส ได้ขึ้นชกกับนักสู้ในรุ่นแบนตัมเวทมาตลอดสามปีนับตั้งแต่ปี 2017 ที่ตัวเขาได้เข้ามาสู้ในสมาคมยูเอฟซี ซึ่งเขาได้มองว่าการต่อสู้ครั้งที่เก้าในสมาคมนี้น่าจะช่วยให้เขาเจอกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของอาชีพเขาเลยทีเดียว โดยย้อนไปในอดีตนั้นทางมาร์ลอนได้เจอกับแชมป์ของรุ่นมาก่อนแล้ว แต่ทว่าเขากลับแพ้ไป ก่อนที่จะกลับมามีโอกาสได้สู้กันนักชกคนอื่นพร้อมกับเอาชนะมาได้แล้ว แต่ทว่ายังไม่มีโอกาสกลับไปแก้มืออีกครั้งเลยนับตั้งแต่นั้น                ในการที่ มาร์ลอน โมเรส ซึ่งเป็นอดีตแชมป์ดับเบิ้ลเอสโอเอฟได้ท้าชิงแชมป์เจอกับเฮนรี่ เซจูโด้ในปี 2019 แต่ทว่าเจ้าตัวกลับแพ้ไป ก่อนที่ต่อมาจะได้สู้กับโจเซ่ อัลโด้และสามารถเอาชนะไปได้ด้วยคะแนนแบบไม่เป็นเอกฉันท์ แต่ทว่าทางอัลโด้กลับมีโอกาสได้ขึ้นไปท้าชิงแชมป์แทนเขาในช่วงปลายปี จนกระทั่งตัวเขาต้องพักการชกไปอย่างยาวนานด้วยภาวะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ซึ่งเจ้าตัวต้องรอจนถึงเดือนตุลาคมที่จะกลับมาสู่สังเวียนอีกครั้ง แต่กลับต้องแพ้น็อคเอาท์ให้กับคอรี่ แซนด์ฮาเกน มาร์ลอน โมเรส ซึ่งเป็นอดีตแชมป์ดับเบิ้ลเอสโอเอฟได้ท้าชิงแชมป์เจอกับเฮนรี่ เซจู                เมื่อมาร์ลอน โมเรสหรือฉายาเมจิกกำลังต้องการชัยชนะจากรายการยูเอฟซีเวกัสครั้งที่ 17 และมีคิวต้องเจอกับร็อบ ฟอนต์ พร้อมยอมรับว่าตัวเขามีความกดดันที่จะต้องขึ้นชกในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะมาร์ลอนยังท้าทายตัวเองอยู่ตลอดและมาที่นี่เพื่อชัยชนะอีกด้วย โดยตัวเขากระหายชัยชนะอย่างมาก หลังจากที่ไฟท์ล่าสุดต้องแพ้มาได้ทำให้เขายิ่งต้องการจะสู้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตัวเขาเองก็ต้องพยายามท้าทายตัวเองให้เป็นคนที่เก่งกว่าเดิมในทุกๆ วัน หากตัวเขาต้องแพ้ไปในไฟท์ที่แล้ว แต่ไฟท์ข้างหน้าเขาหวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น                แม้ว่าทางมาร์ลอน โมเรสจะมีความพยายามอย่างหนักเพื่อเอาชนะในไฟท์ที่เจอกับร็อบ ฟอนต์ในรายการยูเอฟซีเวกัสครั้งที่ 17 แต่ทว่าสุด้ทายเจ้าตัวก็ต้องแพ้ให้กับคู่ชกมวยไปตั้งแต่ยกแรก หลังจากที่โดนอัพเปอร์คัทเข้าไป ก่อนที่จะร่วงไปพร้อมกับโดนซ้ำจนกรรมการต้องมายุติการชกทันที ติดตามเรื่องราวของกีฬาอีกมากมายได้ที่ข่าวกีฬาต่างประเทศ

Continue Reading
ไซม่อน โกเลคกี

ไซม่อน โกเลคกี ที่เตรียมจะขึ้นชกในรายการเคเอสดับเบิ้ลยู

น่าจะเป็นโอกาสอันดีของทาง ไซม่อน โกเลคกี ที่จะได้ขึ้นชกในรายการเคเอสดับเบิ้ลยูครั้งที่ 58 ในช่วงวันที่ 30 มกราคมปี 2021 ซึ่งจะเป็นคู่เอกร่วมกับการชิงแชมป์ฟีเธอร์เวทอีกด้วย โดยทางไซม่อนเคยเป็นถึงแชมป์โลกยกน้ำหนักมาก่อน รวมถึงเคยคว้าเหรียญทองโอลิมปิคมาแล้วเช่นกัน ซึ่งการขึ้นชกของเขาครั้งนี้จะได้เจอกับมาร์ติน ซาวาดาที่จะสู้กันในประเทศโปแลนด์จากการยืนยันของเจ้าหน้าที่ในสมาคมชื่อดังจากโปแลนด์และทวีปยุโรปอีกด้วย                ด้าน ไซม่อน โกเลคกี เองนั้นได้เริ่มขึ้นสู่วงการนักสู้ศิลปะป้องกันตัวนับตั้งแต่ตัวเขาได้ประกาศลาออกจากวงการยกน้ำหนักที่ตัวเขาเคยคว้าแชมป์โลกมาก่อน ซึ่งการเปลี่ยนมาเป็นนักสู้แล้วนั้นตัวเขาสามารถเอาชนะคู่แข่งได้มากถึง 8 ครั้งและพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยการเอาชนะในสมาคมเคเอสดับเบิ้ลยูนั้นยังเป็นการจัดการคู่ต่อสู้ได้สองครั้งรวดผ่านการน็อคมาริอุส พัดเซียโนสกี อีกทั้งยังเอาชนะดาเมียน แจนิโคสกีได้อีกเช่นกันจากการขึ้นชกครั้งล่าสุดของทางไซม่อนกับวงการนี้ ไซม่อน โกเลคกี เองนั้นได้เริ่มขึ้นสู่วงการนักสู้ศิลปะป้องกันตัว                ซึ่งการชกครั้งต่อไปของทางไซม่อน โกเลคกีนั้นก็จะเป็นการเจอกับมาร์ติน ซาวาดาที่มีพี่ชายอย่างเดวิดที่ได้เซ็นสัญญากับทางยูเอฟซีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังจะเป็นคู่เอกร่วมกับการชิงแชมป์ฟีเธอร์เวทของซาลาดีน พาร์เนสสีที่จะต้องป้องกันกับเดเนี่ยล ตอร์เรสนั่นเอง โดยสถิติไร้พ่ายของพาสเนสสีเองถือว่าเป็นหนึ่งในนักชกระดับสูงของทวีปยุโรปจากการเอาชระได้ 14 ไฟท์และเสมอเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ยังสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้มาห้าครั้งรวดในสมาคมเดียวกัน ซึ่งสองครั้งล่าสุดเป้นการชิงแชมป์ฟีเธอร์เวทที่ตัวเองครองอยู่                นับว่าเป็นชีวิตที่สดใสไม่น้อยสำหรับทางไซม่อน โกเลคกีที่สามารถเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นนักยกน้ำหนักสู่นักชกศิลปะป้องกันตัว ซึ่งเจ้าตัวได้กลายเป็นคู่เอกร่วมในสมาคมเคเอสดับเบิ้ลยูที่นับว่าเป็นค่ายใหญ่ในทวีปยุโรป รวมถึงชัยชนะครั้งหน้าของเขาอาจจะมีโอกาสทำให้เจ้าตัวได้ชิงแชมป์หรือเป็นคู่เอกในอนาคตนั่นเอง ติดตามกีฬาต่าง ๆ มากมายได้ที่ ข่าวกีฬาต่างประเทศและข่าวกีฬาทั่วไป

Continue Reading
อัลวาเรส

อัลวาเรส สามารถเอาชนะคัลลัม สมิธไปได้ในการชิงแชมป์ซูเปอร์มิดเดิ้ลเวท

กลายเป็นคนที่โชว์ฟอร์มเก่งในตอนสุดท้ายไปได้ เมื่อทางเซา คาเนโล อัลวาเรส สามารถเอาชนะคัลลัม สมิธไปได้ในการชิงแชมป์ซูเปอร์มิดเดิ้ลเวทประจำสมาคมดับเบิ้ลยูบีเอและสามารถคว้าแชมป์โลกไปได้ในที่สุด โดยทางนักชาชาวเม็กซิกันนั้นต้องปะทะฝีมือกับนักมวยชาวอังกฤษไปจนครบ 12 ยกและสามารถออกอาวุธได้มากกว่า ส่วนทางสมิธนั้นกลับไม่ได้สามารถทำอะไรตัวของคาเนโล่ได้เลย จนกระทั่งต้องมาตัดสินใจด้วยคะแนนจากกรรมการ ก่อนที่จะเป็นนักชกรุ่นพี่ที่สามารถทำได้ดีกว่านั่นเอง                หลังจากที่เซา คาเนโล่ อัลวาเรส สามารถเอาชนะไปได้ด้วยคะแนน 119 ต่อ 109 จากกรรมการสองท่านกับ 117 ต่อ 111 จนทำให้ตัวเขาเอาชนะไปได้ด้วยคะแนนเอกฉันท์ ซึ่งตัวนักชกคนนี้เองถือว่ามีสถิติการสู้ที่ดีมาก เมื่อพวกเขาได้พบเจอกับความพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวตลอด 57 ไฟท์ ซึ่งทำให้เขาสามารถคว้าแชมป์จากสมาคมดับเบิ้ลยูบีเอกับดับเบิ้ลยูบีซีในรุ่นซูเปอร์มิดเดิ้ลเวทหรือน้ำหนัก 168 ปอนด์ โดยทางอดีตแชมป์อย่างคัลลัม สมิธก็ออกมายอมรับคู่ต่อสู้ของเขาว่าทำได้ดีกว่า รวมถึงการชกที่ฉลาดของเขาจนทำให้ตัวสมิธเองไม่มีข้ออ้างใดๆ เลย อัลวาเรส สามารถเอาชนะไปได้ด้วยคะแนน 119 ต่อ 109                แม้ว่าทางคัลลัม สมิธจะมีข้อได้เปรียบเมื่อต้องขึ้นชกกับคาเนโล่อัลวาเรสด้วยความสูงของเขาที่มากกว่า รวมถึงช่วงชกอีกด้วย แต่ทว่าการชกของนักมวยชาวเม็กซิกันนั้นได้ใช้การยืนและการเคลื่อนไหวที่เป็นประโยชน์มากกว่าจนทำให้ทางสมิธไม่สามารถทำอะไรได้เลย จนกระทั่งทางพี่เลี้ยงของเจ้าของตำแหน่งต้องคอยกระตุ้นลูกทีมของเขา แต่ทว่าทางคาเนโล่ก็ยังสามารถแสดงผลงานของตัวเองได้ดีกว่าในยก 7 ที่เขาสามารถชกกลางลำตัวกับอัพเปอร์คัทได้อีกด้วย                หลังจากที่คาเนโล่อัลวาเรสสามารถคว้าแชมป์ซูเปอร์มิดเดิ้ลเวทนั้นทำให้เจ้าตัวได้รักษาสถิติด้วยการพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวตลอดอาชีพของตัวเขาในช่วงเวลานานถึง 15 ปีเลยทีเดียว  ซึ่งจากผลงานของเจ้าตัวแล้วนั้นดูเหมือนว่าตัวเขายังมีความกระหายที่จะเอาชนะและคว้าความสำเร็จอยู่จนถึงปัจจุบัน […]

Continue Reading